วิธีคำนวณต้นทุนอาหาร และตั้งราคาเมนูให้มีกำไรจริง
สูตรคำนวณต้นทุนอาหารต่อจาน พร้อมตัวอย่างเมนูกะเพราหมูกรอบคิดเป็นบาททุกบรรทัด ตั้งแต่ Yield ของวัตถุดิบ ต้นทุนซอสที่ทำเป็นล็อต ไปจนถึงการตั้งราคาขายให้ได้เปอร์เซ็นต์ต้นทุนที่ต้องการ ทั้งหน้าร้านและเดลิเวอรี่
สูตรคำนวณต้นทุนอาหารคือ ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน หารด้วยราคาขาย คูณ 100 ถ้าจะตั้งราคา ให้กลับสูตร คือ ต้นทุนต่อจาน หารด้วยเปอร์เซ็นต์ต้นทุนที่ตั้งเป้าไว้ ตัวเลขไม่ยาก ที่พลาดกันบ่อยคือต้นทุนต่อจานที่คิดต่ำเกินจริง เพราะลืม Yield ของวัตถุดิบ ซอสที่ทำเป็นล็อต น้ำมัน ผักแต่งจาน และแพ็กเกจจิ้ง คิดให้ครบ ใช้ราคาที่ร้านได้เงินจริง แล้วดูกำไรเป็นบาทควบคู่กับเปอร์เซ็นต์
การคำนวณต้นทุนอาหารใช้สูตรเดียว: ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน ÷ ราคาขาย × 100 = เปอร์เซ็นต์ต้นทุนอาหาร (Food Cost %) และถ้ากลับสูตร ก็จะได้สูตรตั้งราคา: ต้นทุนต่อจาน ÷ เปอร์เซ็นต์ต้นทุนที่ตั้งเป้า = ราคาขาย เช่น เมนูที่ต้นทุน ฿52.60 ขาย ฿159 จะมีต้นทุนอาหาร 33% ถ้าอยากให้เหลือ 30% ต้องขายประมาณ ฿175
แค่นี้เอง กดเครื่องคิดเลขในมือถือสิบวินาทีก็เสร็จ แต่ทำไมหลายร้านตั้งราคาไว้ที่ "ต้นทุน 30%" แล้วปิดเดือนมาต้นทุนอาหารจริงกลับเป็น 36%? คำตอบคือสูตรจะแม่นได้เท่ากับต้นทุนต่อจานที่ใส่เข้าไปเท่านั้น และต้นทุนต่อจานของร้านส่วนใหญ่มักลืมบางอย่างไป บทความนี้จะพาคิดต้นทุนร้านอาหารของเมนูจริงหนึ่งจานทีละบรรทัดเป็นเงินบาท และชี้ให้เห็นว่าเงินที่หายไปมักซ่อนอยู่ตรงไหน
สูตรคำนวณต้นทุนอาหาร และสูตรตั้งราคาที่คู่กัน
สองสูตร ใช้ตัวเลขชุดเดียวกัน:
- เปอร์เซ็นต์ต้นทุนอาหาร = ต้นทุนต่อจาน ÷ ราคาขาย × 100 ใช้เช็กเมนูที่ขายอยู่แล้ว
- ราคาขาย = ต้นทุนต่อจาน ÷ เปอร์เซ็นต์ต้นทุนที่ตั้งเป้า ใช้ตั้งราคาเมนูใหม่ หรือปรับราคาเมนูเดิม
ต้นทุนต่อจานในที่นี้หมายถึงต้นทุนวัตถุดิบของอาหารหนึ่งที่ ทุกอย่างที่ลงจานหรือลงกระทะ ไม่รวมค่าเช่า ค่าแรง หรือค่าแก๊ส ค่าใช้จ่ายพวกนั้นสำคัญ แต่ไปอยู่ในการคิดกำไรรวมของร้าน ไม่ใช่ต้นทุนอาหาร
เป้าหมายเปอร์เซ็นต์ต้นทุนขึ้นอยู่กับรูปแบบร้าน บาร์และคาเฟ่ที่เน้นเครื่องดื่มมักต่ำกว่า 30% ได้สบาย ส่วนร้านซีฟู้ดหรือสเต๊กมักสูงกว่า ไม่มีตัวเลขที่ถูกสำหรับทุกร้าน สิ่งสำคัญคือกำหนดเป้าของร้านตัวเอง คิดต้นทุนทุกเมนูเทียบกับเป้านั้น แล้วดูแนวโน้มไปเรื่อย ๆ ถ้าอยากลองตัวเลขเร็ว ๆ ใช้ เครื่องคำนวณต้นทุนอาหาร ฟรีของเราได้เลย
วิธีคำนวณต้นทุนอาหารต่อจาน ทีละขั้น
ลองใช้เมนูที่ครัวไทยแทบทุกร้านรู้จัก: กะเพราหมูกรอบ ข้าวสวย ไข่ดาว ขายจานละ ฿159 มาคิดต้นทุนกันแบบละเอียด
1. เขียนวัตถุดิบทุกอย่างพร้อมปริมาณต่อจาน หมูกรอบ 100 กรัม ข้าวสวยหุงสุก 200 กรัม ไข่ 1 ฟอง ใบกะเพรา พริก กระเทียม ซอสผัดกะเพรา 30 มล. และน้ำมันสำหรับผัดและทอดไข่
2. แปลงราคาที่ซื้อเป็นต้นทุนต่อกรัมหรือต่อมิลลิลิตร ใช้ราคาจากใบแจ้งหนี้ล่าสุด ไม่ใช่ราคาที่จำได้ ถ้าหมูสามชั้นซื้อมากิโลละ ฿180 ก็คือกรัมละ ฿0.18 ก่อนคิด Yield (เดี๋ยวจะกลับมาเรื่องนี้)
3. คูณปริมาณกับต้นทุนต่อหน่วย แล้วรวมทั้งหมด ถ้าคิดครบ จะได้หน้าตาแบบนี้:
| วัตถุดิบ | ปริมาณ | ต้นทุน |
|---|---|---|
| หมูกรอบ (คิด Yield แล้ว) | 100 กรัม | ฿30.00 |
| ข้าวสวยหุงสุก | 200 กรัม | ฿6.00 |
| ไข่ดาว + น้ำมันทอด | 1 ฟอง | ฿6.00 |
| ใบกะเพรา พริก กระเทียม | 1 ที่ | ฿5.00 |
| ซอสผัดกะเพรา (คิดต้นทุนเป็นล็อต) | 30 มล. | ฿3.60 |
| น้ำมันผัด | 1 ที่ | ฿2.00 |
| ต้นทุนต่อจาน | ฿52.60 |
4. ใส่สูตร ฿52.60 ÷ ฿159 × 100 = 33.1% ถ้าเป้าของร้านคือ 30% เมนูนี้เกินเป้าไปราว 3 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ฿5 ทุกจานที่ขาย ถ้าขายวันละ 40 จาน เท่ากับเดือนละ ฿6,000 จากเมนูเดียว
Yield: ขั้นตอนที่การคิดต้นทุนส่วนใหญ่ข้ามไป
ย้อนกลับไปดูบรรทัดหมูกรอบ ในใบแจ้งหนี้หมูสามชั้นราคากิโลละ ฿180 หมู 100 กรัมก็ "น่าจะ" ต้นทุน ฿18 แต่เราไม่ได้เสิร์ฟหมูดิบ กว่าจะต้ม ผึ่ง แล้วทอดจนหนังกรอบ หมูสามชั้นดิบหนึ่งกิโลอาจเหลือหมูกรอบที่ขึ้นจานได้จริงแค่ 600 กรัม นั่นคือ Yield 60%
ต้นทุนจริงต่อกิโลที่ใช้ได้ = ราคาที่ซื้อ ÷ Yield คือ ฿180 ÷ 0.60 = กิโลละ ฿300 หรือ ฿30 ต่อ 100 กรัม ถ้าคิดแค่ ฿18 ต้นทุนต่อจานจะหายไป ฿12 และความผิดพลาดจุดเดียวนี้ทำให้เมนูที่ต้นทุนจริง 33% ดูเหมือนแค่ 26% บนกระดาษ
กับดักเดียวกันนี้เกิดกับทุกวัตถุดิบที่น้ำหนักลดลงก่อนถึงจาน:
- ปลาทั้งตัวและกุ้ง หลังเอาหัว เปลือก และก้างออก
- ไก่ติดกระดูก ที่เอามาเลาะก่อนเสิร์ฟ
- ผัก หลังปอก ตัดแต่ง และเด็ดใบนอกทิ้ง
- ของตุ๋น อบ หรือทอด ที่น้ำระเหยออกไประหว่างปรุง
ไม่ต้องมีห้องแล็บก็วัดได้ ชั่งวัตถุดิบก่อนเตรียม ชั่งส่วนที่เสิร์ฟได้จริง เอามาหารกัน แล้วจดไว้ ทำครั้งเดียวต่อวัตถุดิบหลักแต่ละตัว และวัดใหม่เมื่อเปลี่ยนซัพพลายเออร์ ใน Papaya Stock คุณตั้งค่า Yield ให้วัตถุดิบแต่ละตัวได้ ทุกสูตรที่ใช้วัตถุดิบนั้นจะคิดต้นทุนจากน้ำหนักที่ใช้ได้จริงโดยอัตโนมัติ
คิดต้นทุนซอสและของเตรียมเป็นสูตรแยก
ซอสผัดกะเพรา 30 มล. คือจุดที่การคิดต้นทุนมักคลุมเครือ ไม่มีใครมานั่งคิดต้นทุนซอส 30 มล. ใหม่ทุกครั้ง ทางแก้คือคิดต้นทุนทั้งล็อตครั้งเดียว
สมมติซอสกะเพราของร้านมีซอสหอยนางรม น้ำปลา ซีอิ๊ว น้ำตาล และน้ำเล็กน้อย ทำหนึ่งล็อตต้นทุนวัตถุดิบ ฿240 ได้ซอส 2,000 มล. ตกมิลลิลิตรละ ฿0.12 ซอส 30 มล. จึงเพิ่มต้นทุน ฿3.60 ต่อจาน ทีนี้ทุกเมนูที่ใช้ซอสนี้ก็อ้างอิงต้นทุนต่อมิลลิลิตรเดียวกันได้ และเมื่อซอสหอยนางรมขึ้นราคา คุณคิดต้นทุนล็อตใหม่ครั้งเดียว ทุกเมนูก็อัปเดตตาม
พริกแกง น้ำจิ้ม น้ำซุป ของดอง และน้ำหมัก ก็ทำแบบเดียวกัน Papaya Stock รองรับสิ่งเหล่านี้เป็นสูตรของเตรียม (Prep Recipe) ที่กำหนดขนาดล็อตได้ ซอสหนึ่งตัวคิดต้นทุนครั้งเดียว แล้วใช้เป็นวัตถุดิบในเมนูไหนก็ได้
จากนั้นอย่าลืมของเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะรวมกันหลายร้อยจานแล้วไม่น้อยเลย: น้ำมันในกระทะ ผักแต่งจาน พริกน้ำปลาบนโต๊ะ ข้าวเติมฟรี และสำหรับออเดอร์กลับบ้าน ก็มีกล่อง ถุง ช้อนส้อม และถ้วยน้ำจิ้ม กล่องใบละ ฿6 บนออเดอร์กลับบ้าน ฿159 คิดเป็นต้นทุนเกือบ 4% ด้วยตัวมันเองแล้ว
ตั้งราคาอาหารจากเงินที่ร้านได้เก็บจริง
สูตรต้องใช้ราคาขาย และราคาที่ถูกต้องคือราคาที่ร้านได้เงินจริง ไม่ใช่ราคาที่พิมพ์ในเมนู
VAT และ Service Charge ถ้าร้านจด VAT และราคาในเมนูรวม VAT แล้ว เงิน ฿159 นั้นมีส่วนที่ไม่ใช่ของร้าน ให้ถอด VAT ออกก่อนค่อยหาร ส่วน Service Charge ไม่ต้องเอามานับ เพราะไม่ใช่รายได้จากอาหาร ถ้าข้ามขั้นนี้ ทุกเมนูจะดูเหมือนต้นทุนต่ำกว่าความจริงไปหลายเปอร์เซ็นต์
ค่า GP ของแอปเดลิเวอรี่ ลองเอาเมนูเดิมไปขายบนแอป สมมติค่า GP อยู่ที่ 30% และค่าแพ็กเกจจิ้ง ฿6 ออเดอร์ ฿159 ร้านจะได้เงินจริง ฿111.30 เทียบกับต้นทุน ฿58.60 ต้นทุนอาหารจึงพุ่งไปประมาณ 53% ของเงินที่ร้านได้รับ เมนูที่ดูกำไรดีหน้าร้าน พอขึ้นแอปแล้วแทบไม่เหลืออะไร
ไม่จำเป็นต้องชดเชยทั้งหมด บางร้านยอมรับกำไรที่บางลงบนเดลิเวอรี่เพื่อแลกกับการเข้าถึงลูกค้าใหม่ แต่ต้องเป็นการตัดสินใจที่คิดมาแล้ว ถ้าตั้งราคาบนแอปที่ ฿199 ร้านจะได้ ฿139.30 และต้นทุนเมนูเดียวกันจะลดลงเหลือ 42% Papaya ตั้งราคาแยกตามช่องทางได้ ทั้งทานที่ร้าน สั่งผ่าน QR, Grab และเดลิเวอรี่ของร้านเอง เมนูเดียวกันแต่ละช่องทางมีราคาของตัวเองได้
ท็อปปิ้งและขนาด "เพิ่มไข่ดาว +฿15" หรือ "พิเศษ +฿30" ก็เป็นการตั้งราคาเหมือนกัน ต้องคิดต้นทุนแบบเดียวกัน ท็อปปิ้งที่มีวัตถุดิบของตัวเอง และขนาดพิเศษที่ใช้สูตร 1.5 เท่า ทั้งคู่ต้องคุ้มกับราคาที่บวกเพิ่ม ใน Papaya ท็อปปิ้งมีสูตรของตัวเอง และตัวเลือกขนาดจะคูณสูตรหลักให้อัตโนมัติ ต้นทุนต่อจานจึงตรงกับสิ่งที่ลูกค้าสั่งจริง
เปอร์เซ็นต์บอกประสิทธิภาพ แต่เงินบาทบอกกำไร
เมื่อคิดต้นทุนครบทุกเมนูแล้ว หลายร้านอยากเรียงเมนูตามเปอร์เซ็นต์ต้นทุนแล้วดันเมนูที่ต่ำที่สุด ระวังตรงนี้ เปอร์เซ็นต์บอกว่าเมนูเปลี่ยนวัตถุดิบเป็นยอดขายได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน แต่ไม่ได้บอกว่าได้เงินเท่าไร
ลองเทียบสองเมนู:
- กะเพราหมูกรอบ ฿159 ต้นทุน ฿52.60 ต้นทุนอาหาร 33% เหลือ ฿106.40 ต่อจาน
- ต้มยำกุ้ง ฿280 ต้นทุน ฿112 ต้นทุนอาหาร 40% เหลือ ฿168 ต่อจาน
ต้มยำกุ้งดูแย่กว่าถ้าดูแค่เปอร์เซ็นต์ แต่ได้เงินมากกว่า ฿61.60 ทุกครั้งที่ขายได้ ถ้าตัดเมนูนี้ทิ้ง หรือขึ้นราคาจนต้นทุนลงมาเหลือ 33% ร้านอาจเสียเงินแทน ให้ดูทั้งสองตัวเลขพร้อมกัน ควบคู่กับจำนวนที่ขายได้ เมนูที่เปอร์เซ็นต์สูงแต่กำไรเป็นบาทสูงและขายดี มักเป็นเมนูที่ดีที่สุดของร้าน ส่วนเมนูที่เปอร์เซ็นต์ต่ำแต่ไม่มีใครสั่ง ก็ไม่ได้ช่วยอะไร Copilot ของ Papaya อ่านข้อมูลยอดขาย เมนู และสต๊อกของร้านไปพร้อมกันเพื่อช่วยปรับเมนู แต่จะเริ่มจาก Excel กับเมนูขายดี 10 อันดับแรกก็ได้
ปัดราคา เช็กตลาด แล้วอัปเดตให้ทันเสมอ
สูตรจะให้ตัวเลขอย่าง ฿175.33 ซึ่งไม่มีใครพิมพ์ลงเมนู ให้ปัดเป็นราคาที่เข้ากับเมนูของร้าน เทียบกับราคาเมนูเดียวกันของร้านแถวนั้น และถามตัวเองว่าลูกค้าประจำจะรับได้ไหม ถ้าราคาที่สูตรบอกสูงกว่าที่ตลาดรับไหว คำตอบไม่จำเป็นต้องเป็นการขึ้นราคาเสมอไป บางครั้งคือลดปริมาณวัตถุดิบราคาแพงลงนิดหน่อย เปลี่ยนผักแต่งจานที่ไม่มีใครกิน หรือต่อราคากับซัพพลายเออร์ใหม่
จากนั้นตั้งจังหวะให้เป็นนิสัย:
- ทุกเดือน: คิดต้นทุนเมนูขายดี 10 อันดับแรกใหม่ จากใบแจ้งหนี้ล่าสุด
- ทันที: เมื่อวัตถุดิบหลักของเมนูไหนขึ้นราคาแรง ตัวที่ขยับบ่อยคือกุ้ง หมู ไข่ และน้ำมันพืช
- ทุกไตรมาส: ทบทวนทั้งเมนูทั้งเปอร์เซ็นต์ต้นทุนและกำไรเป็นบาท แล้วปรับราคาทีเดียวทั้งเมนู ไม่ใช่ทยอยปรับทีละจาน
ถ้าต้นทุนสูตรอัปเดตตามราคาซื้อล่าสุดเองได้ งานนี้จะเบาลงมาก นั่นคือสิ่งที่ Papaya Stock ทำ ควบคู่กับการนับสต๊อกรายสัปดาห์ที่เราเขียนไว้ใน วิธีลดต้นทุนอาหารโดยไม่ต้องเปลี่ยนเมนู ไม่ว่าจะใช้เครื่องมืออะไร หลักการเดียวกันเสมอ สูตรคำนวณต้นทุนอาหารนั้นง่าย ให้ทุ่มแรงไปที่การคิดต้นทุนต่อจานให้ถูก
คำถามที่พบบ่อย
สูตรคำนวณต้นทุนอาหารต่อจานคืออะไร?
เปอร์เซ็นต์ต้นทุนอาหาร = ต้นทุนวัตถุดิบต่อจาน ÷ ราคาขาย × 100 เช่น เมนูที่ต้นทุน ฿52.60 ขาย ฿159 ต้นทุนอยู่ที่ 33% ถ้าอยากตั้งราคาให้ต้นทุนเหลือ 30% ให้เอา ฿52.60 ÷ 0.30 ได้ประมาณ ฿175
Yield ของวัตถุดิบคืออะไร และต้องเอามาคิดยังไง?
Yield คือสัดส่วนของวัตถุดิบที่เหลือใช้ได้จริงหลังตัดแต่งและปรุง ให้เอาราคาที่ซื้อต่อกิโลหารด้วย Yield เช่น หมูสามชั้นกิโลละ ฿180 ทำเป็นหมูกรอบแล้วเหลือ 60% ต้นทุนจริงคือกิโลละ ฿300 หมูกรอบ 100 กรัมจึงมีต้นทุน ฿30 ไม่ใช่ ฿18
ควรคิดต้นทุนจากราคาที่รวม VAT หรือ Service Charge หรือไม่?
ไม่ควร ให้คิดจากเงินที่ร้านได้เก็บจริง ถ้าร้านจด VAT และราคาในเมนูรวม VAT แล้ว ให้ถอด VAT ออกก่อน ส่วน Service Charge ไม่ต้องนับเลย ถ้าใช้ราคาเต็มมาหาร ทุกเมนูจะดูเหมือนต้นทุนต่ำกว่าความจริงไปหลายเปอร์เซ็นต์
ราคาบนแอปเดลิเวอรี่ควรแพงกว่าหน้าร้านไหม?
ส่วนใหญ่ควร หรืออย่างน้อยต้องเป็นการตัดสินใจที่คิดมาแล้ว หลังหักค่า GP และค่าแพ็กเกจจิ้ง เมนูเดียวกันอาจมีต้นทุนเกิน 50% ของเงินที่ร้านได้รับ หลายร้านจึงตั้งราคาเดลิเวอรี่แยกเพื่อเก็บส่วนต่างกลับมาบางส่วน
ควรคำนวณต้นทุนอาหารใหม่บ่อยแค่ไหน?
เมนูขายดี 10 อันดับแรกควรคิดต้นทุนใหม่อย่างน้อยเดือนละครั้ง และคิดใหม่ทันทีเมื่อวัตถุดิบหลักอย่างกุ้ง หมู ไข่ หรือน้ำมันพืชขึ้นราคาแรง ราคาขายที่ตั้งจากใบแจ้งหนี้เมื่อสามเดือนก่อน ก็คือการเดาดี ๆ นี่เอง
คิดต้นทุนต่อจานให้ถูก แล้วราคาจะตามมาเอง
สูตรคำนวณต้นทุนอาหารเป็นแค่เลขบรรทัดเดียว ส่วนที่ต้องใช้วินัยคือต้นทุนต่อจาน คือ Yield ของเนื้อสัตว์ทุกตัว ต้นทุนของซอสและผักแต่งจานทุกอย่าง ค่าแพ็กเกจจิ้งของออเดอร์กลับบ้าน และราคาที่ร้านได้เงินจริงหลังหัก VAT และค่า GP ทำให้ครบสำหรับเมนูขายดี 10 อันดับแรก แล้วการตั้งราคาจะไม่ใช่เรื่องของความรู้สึกอีกต่อไป
จากนั้นต้องอัปเดตให้ทันเสมอ ราคาวัตถุดิบในไทยขยับทุกสัปดาห์ เมนูที่คิดต้นทุนไว้ตอนต้นปี พอถึงกลางปีก็อาจคลาดไปแล้วโดยไม่มีใครรู้ตัว คิดต้นทุนใหม่ทุกเดือน ปรับราคาเมื่อวัตถุดิบหลักขึ้นราคา และดูกำไรเป็นบาทควบคู่กับเปอร์เซ็นต์เสมอ
Menu-price calculator
Price a dish to hit a target food-cost percentage.
อ่านเพิ่มเรื่อง ต้นทุนอาหารและกำไร
คำนวณต้นทุนสูตรอาหาร ลดของเสีย และรักษากำไรโดยไม่ต้องแตะเมนู
