บล็อก/คู่มือ
คู่มือ

โปรแกรมสต๊อกร้านอาหาร: ถึงเวลาเลิกใช้ Excel หรือยัง

โปรแกรมสต๊อกร้านอาหารคุ้มค่าตอนไหนกันแน่ บทความนี้บอกสัญญาณสี่ข้อที่แปลว่า Excel เอาไม่อยู่แล้ว วิธีคิดเป็นเงินบาทว่าคุ้มไหมกับยอดขายขนาดร้านคุณ เช็กลิสต์ก่อนเซ็นสัญญา และแผนเริ่มใช้จริงภายในสองสัปดาห์โดยไม่ต้องหยุดขาย

สรุป

โปรแกรมสต๊อกร้านอาหารเริ่มคุ้มในสัปดาห์ที่คุณตอบคำถามเดียวนี้ไม่ได้แล้ว ขายไปเท่านี้ ตอนนี้ในห้องเย็นควรเหลือหมูกี่กิโล ถ้าร้านมีสาขาเดียว วัตถุดิบไม่เกินราว 60 รายการ และเจ้าของสั่งของเอง Excel กับการนับเดือนละครั้งยังพอไหวจริง แต่ถ้าเกินจากนั้น ช่องว่างระหว่างยอดที่สูตรบอกว่าใช้ไป กับของที่หายไปจริงจากสต๊อก มักมีค่าประมาณสองถึงสี่จุดของต้นทุนอาหาร และคุณปิดช่องว่างที่มองไม่เห็นไม่ได้

Pim Tangkijngamwong
Pim Tangkijngamwong
Head of Operator Success·2026-08-17·9 นาที
โปรแกรมสต๊อกร้านอาหาร: ถึงเวลาเลิกใช้ Excel หรือยัง

โปรแกรมสต๊อกร้านอาหารเริ่มคุ้มค่าที่จุดหนึ่งของชีวิตร้าน และจุดนั้นไม่ใช่วันเปิดร้าน มันคือสัปดาห์ที่คุณตอบคำถามง่าย ๆ ข้อนี้ไม่ได้แล้ว ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมาขายไปเท่านี้ ตอนนี้ในห้องเย็นควรเหลือหมูกี่กิโล ถ้าเปิด Excel แล้วตอบได้ในหนึ่งนาที ก็ใช้ Excel ต่อไปเถอะ แต่ถ้าตอบไม่ได้ ช่องว่างระหว่างยอดที่สูตรอาหารบอกว่าใช้ไป กับของที่หายไปจากสต๊อกจริง กำลังกินเงินคุณอยู่ทุกสัปดาห์แบบเงียบ ๆ และการสั่งของเก่งแค่ไหนก็หามันไม่เจอ

บทความนี้เขียนให้เจ้าของร้านหรือผู้จัดการที่ต้องตัดสินใจเรื่องนี้เอง ไม่ใช่ให้ฝ่ายจัดซื้อขององค์กรใหญ่ จะพูดถึงว่าโปรแกรมพวกนี้ทำอะไรได้จริง ร้านแบบไหนที่ Excel ยังพอไหว สัญญาณสี่ข้อที่บอกว่าเลยจุดนั้นมาแล้ว คิดเป็นเงินบาทแล้วคุ้มไหมกับยอดขายขนาดร้านคุณ และวิธีเริ่มใช้จริงภายในสองสัปดาห์โดยไม่ต้องหยุดขาย

โปรแกรมสต๊อกร้านอาหาร ทำอะไรได้จริงบ้าง

ตัดรายการฟีเจอร์ยาว ๆ ทิ้งไป เหลืองานหลักอยู่สี่อย่าง

  1. รายการวัตถุดิบที่รู้ราคาตัวเอง วัตถุดิบทุกตัวมีหน่วยและราคาต่อหน่วยล่าสุด อัปเดตจากที่จ่ายจริงเมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่ใช่จากใบเสนอราคาเมื่อเดือนมีนาคม
  2. สูตรอาหารที่คิดต้นทุนถึงระดับกรัม หนึ่งเมนูผูกกับวัตถุดิบพร้อมน้ำหนัก และต้องผูกตัวเลือกเสริมด้วย เพิ่มชีสต้องดึงอีก 30 กรัม ไม่เอาข้าวต้องคืนข้าวกลับเข้าสต๊อก ถ้าไม่ผูกตัวเลือกเสริม ต้นทุนจะเพี้ยนที่เมนูซึ่งลูกค้าสั่งแก้บ่อยที่สุดพอดี
  3. ตัดสต๊อกอัตโนมัติ ผัดไทยขายไปหนึ่งจาน เส้น ถั่วงอก ไข่ และกุ้ง ถูกตัดออกจากยอดคงเหลือโดยไม่มีใครต้องพิมพ์อะไร
  4. รับของและนับของ ของที่ส่งเข้ามาถูกบันทึกเป็นใบรับสินค้าที่อัปเดตทั้งจำนวนและราคา ส่วนการนับตามโซนคือการเอาความจริงมาเทียบ

ผลลัพธ์ที่สำคัญจริง ๆ มีบรรทัดเดียวต่อวัตถุดิบหนึ่งตัว คือควรเหลือเท่าไหร่ เทียบกับเหลือจริงเท่าไหร่ ตีเป็นบาทแล้วเรียงจากมากไปน้อย รายการนั้นคือตัวสินค้าทั้งหมด ที่เหลือเป็นแค่ท่อน้ำที่พามันมา

มีรายละเอียดเชิงโครงสร้างข้อเดียวที่ตัดสินว่าทั้งหมดนี้จะทำงานหรือไม่ การตัดสต๊อกจะแม่นได้ก็ต่อเมื่อระบบรู้จักการขายนั้นจริง ๆ โปรแกรมสต๊อกที่แยกตัวออกมาแล้วดูดไฟล์ยอดขายเข้าไปตอนกลางคืน จะให้ภาพของเมื่อวาน พร้อมงานกระทบยอดชุดใหม่ที่เมื่อก่อนคุณไม่เคยมี ส่วน Papaya Stock อยู่ในระบบเดียวกับที่รับออเดอร์ ต้นทุนต่อจานจึงขยับตอนที่ขาย ไม่ใช่ตอนสิ้นเดือน และถ้าร้านคุณใช้ MarketMan อยู่แล้ว Papaya ต่อเข้ากับมันได้ ไม่ต้องรื้อทิ้ง

ร้านแบบไหนที่ Excel ยังพอไหว

เราขายโปรแกรมนี้เอง เพราะฉะนั้นอ่านย่อหน้าต่อไปนี้แบบหักลบความลำเอียงไว้ก่อน แล้วเอาไปเทียบกับตัวเลขร้านตัวเองอยู่ดี

Excel ยังเป็นคำตอบที่ซื่อสัตย์ ถ้าเงื่อนไขต่อไปนี้จริงทั้งหมด ร้านมีสาขาเดียว วัตถุดิบไม่เกินราว 60 รายการ เมนูไม่ค่อยเปลี่ยน เจ้าของสั่งของเองและเห็นบิลทุกใบ และต้นทุนอาหารอยู่ต่ำกว่าราว 32% แบบนิ่ง ๆ ร้านหน้าตาแบบนี้ นับเดือนละครั้งกับตารางต้นทุนสูตรที่อัปเดตอยู่ก็เอาอยู่ ปัญหาของคุณไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ

ลองคิดเป็นเงินสำหรับร้านกาแฟเล็ก ๆ ยอดขายอาหารและเครื่องดื่มเดือนละ ฿250,000 ต้นทุนอาหาร 30% เท่ากับซื้อวัตถุดิบเดือนละ ฿75,000 ต้นทุนอาหารหนึ่งจุดคือ ฿750 ต่อเดือน ในขณะที่ระบบสต๊อกระดับวัตถุดิบแพงกว่าแพ็กเกจ POS อย่างเดียวอยู่ ฿1,500 ต่อสาขาต่อเดือน แปลว่าต้องกดต้นทุนลงให้ได้สองจุดเต็มก่อนถึงจะเท่าทุน และนั่นยังไม่นับเวลาที่เสียไป ร้านขนาดนี้ นิสัยที่ช่วยลดต้นทุนอาหาร สำคัญกว่าเครื่องมือมาก ตักตามสูตร จดของเสีย แล้วคิดต้นทุนสิบเมนูขายดีใหม่ทุกไตรมาส

สัญญาณสี่ข้อว่าเลยจุดที่ Excel เอาอยู่แล้ว

ตอบไม่ได้ว่าตอนนี้ควรเหลือเท่าไหร่ ข้อนี้เป็นแบบทดสอบที่ชัดที่สุด ลองถามตัวเองกับวัตถุดิบที่แพงที่สุดในร้านตอนนี้เลย ถ้าคำตอบซื่อ ๆ คือ "ต้องไปนั่งคิดก่อน" แปลว่าคุณไม่มียอดคงเหลือทางทฤษฎี เมื่อไม่มีก็ไม่มีส่วนต่าง และเมื่อไม่มีส่วนต่าง ของเสียกับการตักเกินสูตรก็มองไม่เห็นตั้งแต่ต้น

ราคาซัพพลายเออร์ขยับ แต่ต้นทุนสูตรในไฟล์ไม่ขยับ ราคาอาหารในไทยเดือนกรกฎาคม 2026 สูงกว่าปีก่อน 2.04% ตัวเลขนี้ฟังดูไม่น่ากลัว ค่าเฉลี่ยเป็นแบบนั้นเสมอ เพราะมันกลบความจริงที่ว่ากุ้งขึ้น 15% ในขณะที่ข้าวสารนิ่ง และกุ้งดันอยู่ในเมนูขายดีของคุณพอดี สูตรที่คิดต้นทุนไว้เมื่อหกเดือนก่อนไม่ได้แค่เก่านิดหน่อย แต่มันคือตัวเลขที่ไม่จริงแล้ว และทุกการตัดสินใจที่ต่อยอดจากมันก็รับความผิดพลาดนั้นมาเต็ม ๆ

มีสาขาที่สองหรือมีครัวกลาง วินาทีที่คุณผัดพริกแกงที่เดียวแล้วส่งไปใช้สามสาขา คุณต้องการการโอนของที่พ่วงต้นทุนไปด้วย ไม่ใช่แค่จำนวน ถ้าไม่มี สาขาหนึ่งจะดูแพงเกินจริง อีกสาขาจะดูถูกจนน่าสงสัย และต้นทุนรวมของทั้งกลุ่มก็คือค่าเฉลี่ยของตัวเลขที่ผิดสองตัว

รู้สึกได้ว่ามีของหาย แต่ชี้ไม่ถูกว่าตรงไหน ข้อนี้แพงที่สุด และเป็นข้อที่มีหลักฐานรองรับชัดเจน งานทบทวนของ Champions 12.3 ที่ดู ร้านอาหาร 114 แห่งใน 12 ประเทศ พบว่าโดยเฉลี่ยทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงไปกับการลดของเสียในครัว ได้กลับมา 7 ดอลลาร์ และของเสียลดลง 26% ภายในปีแรก แต่ให้อ่านกลไก ไม่ใช่อ่านแค่อัตราส่วน ทุกร้านในงานนั้นเริ่มจากการวัดก่อน ไม่มีใครลดของเสียที่ตัวเองไม่ได้จดไว้ได้

คิดเป็นเงินบาทแล้วคุ้มตรงไหน

สมมติร้านขนาดกลางในกรุงเทพ ยอดขายอาหารเดือนละ 1.2 ล้านบาท ต้นทุนอาหาร 34% เท่ากับซื้อวัตถุดิบเดือนละ ฿408,000 และต้นทุนอาหารหนึ่งจุดเท่ากับ ฿12,000

เทียบกับตัวเลขนั้น ค่าโปรแกรมไม่ใช่ประเด็นหลัก ดูจากหน้าราคาของ Papaya แพ็กเกจ POS Pro อยู่ที่ ฿2,490 ต่อสาขาต่อเดือน ส่วน POS + Inventory Pro อยู่ที่ ฿3,990 ระบบสต๊อกระดับวัตถุดิบจึงเป็นส่วนต่าง ฿1,500 พูดง่าย ๆ คือค่าระบบคืนทุนที่ราวหนึ่งในแปดของหนึ่งจุดต้นทุนอาหาร ไม่ใช่เรื่องที่ควรนั่งคิดนาน

ตัวเลขที่ตัดสินจริงคือเวลา ตั้งงบไว้หนึ่งวันเต็มสำหรับตั้งค่าวัตถุดิบ 20 ตัวแรกที่ใช้เงินมากที่สุด ซึ่งปกติคิดเป็นราว 80% ของยอดซื้อทั้งหมด บวกกับทำสูตรสิบเมนูขายดี จากนั้นสัปดาห์ละ 25 ถึง 40 นาทีสำหรับนับของ และอีกราว 20 นาทีสำหรับอ่านส่วนต่าง รวมแล้วประมาณสองชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่ต้องมีคนสนใจมันจริง ๆ ตลอดไป นี่คือราคาที่แท้จริง และเป็นข้อที่ไม่มีใครพูดถึงตอนเดโม

สิ่งที่ร้านส่วนใหญ่เจอในไตรมาสแรกคือกดลงได้สองถึงสี่จุด ซึ่งบนยอด 1.2 ล้านบาทเท่ากับ ฿24,000 ถึง ฿48,000 ต่อเดือน แต่จุดพวกนั้นไม่ได้มาเพราะโปรแกรมหามันเจอ มันมาเพราะมีคนอ่านรายการส่วนต่างเช้าวันจันทร์ เห็นว่าหมูสามชั้นห่างไป ฿9,400 แล้วลงมือแก้หนึ่งเรื่อง โปรแกรมที่ไม่มีใครเปิดอ่านคือค่าสมาชิกรายเดือน ไม่ใช่การประหยัด

เช็กลิสต์ก่อนเซ็นสัญญา

  • การขายตัดสต๊อกเองในระบบเดียวกันหรือเปล่า ขอให้คนขายกดขายจริงหนึ่งรายการแล้วดูยอดคงเหลือขยับต่อหน้า ถ้าคำตอบมีคำว่าไฟล์ที่ซิงก์ตอนกลางคืน คุณกำลังซื้อสองระบบพร้อมงานกระทบยอด
  • ตัวเลือกเสริมผูกกับวัตถุดิบไหม ท็อปปิง เพิ่มเนื้อ เปลี่ยนเส้น คือจุดที่การคิดต้นทุนพังเงียบ ๆ
  • รองรับสูตรเตรียมและสูตรผลิตเป็นล็อตไหม ครัวไทยอยู่ได้ด้วยพริกแกง น้ำซุป และน้ำจิ้มที่ทำทีละหม้อ ระบบที่คิดต้นทุนได้แค่จานสำเร็จ ใช้กับวิธีทำงานจริงของครัวคุณไม่ได้
  • รับของหนึ่งเที่ยวใช้เวลากี่นาที จับเวลาตอนเดโมด้วยบิลจริง เพราะขั้นตอนรับของคือขั้นที่คนเลิกทำเป็นอย่างแรกเมื่อมันช้า การถ่ายรูปบิลแล้วตรวจรายการที่ระบบอ่านมาให้คือทางที่เร็วที่สุด แต่ถ้าซัพพลายเออร์คุณยังเขียนบิลด้วยมือ ยังไงก็ต้องมีคนไล่ตรวจอยู่ดี
  • นับของตามโซนบนมือถือได้ไหม ห้องเย็น ห้องของแห้ง บาร์ การนับใส่กระดาษแล้วมาพิมพ์ทีหลังคือวิธีที่ทำให้การนับรายสัปดาห์กลายเป็นรายเดือน แล้วก็เลิกไปในที่สุด
  • รายงานส่วนต่างเป็นบาทและเรียงลำดับให้ เปอร์เซ็นต์เป็นกับดัก ส่วนต่าง 30% ของผักชีมูลค่า ฿400 คือเสียงรบกวน ส่วนต่าง 6% ของกุ้ง ฿40,000 คือค่าเช่าร้านคุณ
  • โอนของระหว่างสาขาพร้อมมูลค่า ถ้ามีมากกว่าหนึ่งสาขา และต้องดึงข้อมูลของตัวเองออกมาได้ถ้าวันหนึ่งจะย้ายระบบ

แผนเริ่มใช้จริงใน 2 สัปดาห์ โดยไม่ต้องหยุดขาย

สัปดาห์แรก ทำหลังบ้านอย่างเดียว เอาบิลเดือนล่าสุดมากองแล้วไล่หาวัตถุดิบ 20 ตัวที่ใช้เงินมากที่สุด ตั้งหน่วยให้ดี เพราะข้อมูลสต๊อกที่เพี้ยนส่วนใหญ่มาจากกิโลกับกรัมสลับกัน ไม่ได้มาจากการนับผิด ใส่ราคาปัจจุบัน แล้วทำสูตรสิบเมนูที่ขายดีที่สุดพร้อมผูกตัวเลือกเสริม สัปดาห์นี้หน้าร้านยังไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย

สัปดาห์ที่สอง ใช้คู่ขนานไปกับของเดิม รับของทุกเที่ยวผ่านระบบตอนที่ของมาถึง คืนวันอาทิตย์นับเฉพาะวัตถุดิบ 20 ตัวนั้น ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง เช้าวันจันทร์เปิดรายการส่วนต่างแล้วเลือกบรรทัดที่เป็นเงินมากที่สุดมาหนึ่งบรรทัด ถามคำถามเดียวกับมันว่า นี่คือปัญหาการซื้อ ปัญหาการตัก หรือปัญหาของเสีย มอบหมายให้คนหนึ่งคนไปแก้ แล้วหยุดแค่นั้น

ตั้งแต่สัปดาห์ที่สาม ค่อย ๆ ขยาย เพิ่มวัตถุดิบสิบตัวและสูตรห้าเมนูต่อสัปดาห์จนครบ อย่าพยายามทำให้ครบ 100% ก่อนนับรอบแรก ชั้นเครื่องเทศรอได้ แต่โปรตีนรอไม่ได้

พอจบสองสัปดาห์ คุณจะได้คำตอบที่มีค่ากว่าการดูเดโมของเจ้าไหนก็ตาม นั่นคือทีมของคุณจะนับของจริงหรือเปล่า ถ้านับ ตัวเลขทั้งหมดข้างบนถือว่าประเมินไว้ต่ำด้วยซ้ำ แต่ถ้าไม่นับ ไม่มีโปรแกรมไหนแก้เรื่องนี้ได้ และเอาเงิน ฿1,500 ต่อเดือนไปซื้อตาชั่งดี ๆ กับจัดเบรีฟเรื่องการตักให้ทีมครัวจะคุ้มกว่า

คำถามที่พบบ่อย

โปรแกรมสต๊อกร้านอาหารทำอะไรได้บ้าง?

หลัก ๆ มีสี่อย่าง เก็บรายการวัตถุดิบพร้อมหน่วยและราคาต่อหน่วยล่าสุด คิดต้นทุนสูตรอาหารละเอียดถึงระดับกรัม ตัดสต๊อกอัตโนมัติทุกครั้งที่ขายจานนั้นออกไป และกระทบยอดตัวเลขทางทฤษฎีกับของที่นับได้จริง ผลลัพธ์ที่สำคัญคือบรรทัดเดียวต่อวัตถุดิบหนึ่งตัว บอกว่าควรเหลือเท่าไหร่ เหลือจริงเท่าไหร่ ตีเป็นเงินบาท แล้วเรียงจากมากไปน้อย

ร้านแบบไหนที่ยังใช้ Excel ต่อได้?

ร้านสาขาเดียว วัตถุดิบไม่เกินราว 60 รายการ เมนูค่อนข้างนิ่ง เจ้าของสั่งของเองและเห็นบิลทุกใบ และต้นทุนอาหารอยู่ต่ำกว่าราว 32% แบบคงที่ ร้านลักษณะนี้ใช้ Excel กับการนับเดือนละครั้งได้อย่างซื่อสัตย์ สิ่งที่ควรลงแรงก่อนคือวินัยการตักตามสูตรและการจดของเสีย ไม่ใช่การซื้อโปรแกรม

โปรแกรมสต๊อกร้านอาหารในไทยราคาเท่าไหร่?

ของ Papaya ระบบสต๊อกระดับวัตถุดิบอยู่ในแพ็กเกจ POS + Inventory Pro ที่ ฿3,990 ต่อสาขาต่อเดือน สูงกว่าแพ็กเกจ POS อย่างเดียวในระดับเดียวกันอยู่ ฿1,500 ถ้าร้านคุณขายอาหารเดือนละ 1.2 ล้านบาท ต้นทุนอาหารหนึ่งจุดเท่ากับราว ฿12,000 ค่าโปรแกรมจึงไม่ใช่ตัวเลขที่ตัดสินใจยาก ต้นทุนจริงคือเวลาราวสองชั่วโมงต่อสัปดาห์ ที่ต้องมีคนนับของและอ่านรายงานส่วนต่าง

ถ้าระบบตัดสต๊อกอัตโนมัติแล้ว ยังต้องนับของอยู่ไหม?

ต้องนับ และนั่นคือหัวใจของเรื่อง ระบบบอกได้แค่ยอดทางทฤษฎีว่าควรเหลือเท่าไหร่จากยอดที่ขายไป ส่วนการนับบอกความจริง ผลต่างระหว่างสองตัวนี้คือส่วนต่างที่ชี้ไปยังการตักเกินสูตร ของเสีย และของหาย ระบบที่ไม่มีการนับคือการเดาที่มั่นใจมากเท่านั้นเอง

รองรับครัวกลางหรือหลายสาขาได้ไหม?

ถ้าร้านคุณมีครัวกลาง ระบบต้องรองรับ สิ่งที่ต้องดูคือการโอนของระหว่างสาขาต้องพ่วงต้นทุนไปด้วย ไม่ใช่แค่จำนวน พริกแกงที่ทำจากครัวกลางต้องลงต้นทุนที่สาขาปลายทางตามราคาที่ผลิตได้จริง ถ้าไม่มีส่วนนี้ ต้นทุนอาหารของแต่ละสาขาจะผิดคนละทาง และตัวเลขรวมของทั้งกลุ่มก็ไม่มีความหมาย

ซื้อเพื่อให้มองเห็น แล้วต้องเอาไปใช้จริง

โปรแกรมสต๊อกร้านอาหารไม่ได้ประหยัดเงินให้คุณ สิ่งที่มันทำคือบอกว่าเงินหายไปตรงไหน เป็นบาท เรียงลำดับมาให้ ตั้งแต่เช้าวันจันทร์ที่ยังแก้อะไรได้อยู่ ส่วนเงินที่ประหยัดได้จริงมาจากคนที่อ่านรายการนั้นแล้วลงมือแก้สัปดาห์ละหนึ่งเรื่อง ครัวทุกครัวที่กดต้นทุนอาหารอยู่ได้นาน ๆ ก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น จะมีโปรแกรมหรือไม่มีก็ตาม

การตัดสินใจซื้อจึงเล็กกว่าที่คนขายทำให้รู้สึกมาก ลองถามตัวเองว่าตอนนี้ยังตอบได้ไหมว่าในห้องเย็นควรเหลืออะไรเท่าไหร่ ถ้ายังตอบได้ ให้ใช้ Excel ต่อ แล้วเอาแรงไปลงกับการตักตามสูตรและการจัดการของเสียแทน แต่ถ้าตอบไม่ได้แล้ว แปลว่าคุณกำลังจ่ายค่าช่องว่างนั้นอยู่ทุกสัปดาห์ ก็ควรเริ่มวัดมันได้แล้ว

เครื่องมือฟรี

COGS calculator

Calculate cost of goods sold from opening and closing stock.

ลองใช้ฟรี
คู่มือที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเรื่อง ต้นทุนอาหารและกำไร

คำนวณต้นทุนสูตรอาหาร ลดของเสีย และรักษากำไรโดยไม่ต้องแตะเมนู

ทำกับ Papaya

รันทั้งเพลย์บุ๊กในที่เดียว

Papaya คิดต้นทุนสูตรอาหาร นับสต๊อก และจัดอันดับตัวเลขให้ ทำให้จุดที่ต้องแก้ชัดเจนก่อนปิดเดือน

ดูราคา