บล็อก/คู่มือ
คู่มือ

โปรแกรมร้านอาหาร ต้องมีอะไรบ้าง และเริ่มจากอะไรก่อน

โปรแกรมร้านอาหารที่ขายกันอยู่ครอบคลุมงานอะไรจริง ๆ ส่วนไหนคุ้มกับร้านขนาดไหน และควรเปิดใช้ตามลำดับไหนไม่ให้ระบบล่มกลางทาง อ่านเป็นเงินบาท เขียนให้เจ้าของร้านในไทยตัดสินใจได้เลย

สรุป

โปรแกรมร้านอาหารคือซอฟต์แวร์ที่ต้องทำเจ็ดงานให้ได้ คือรับออร์เดอร์ รับเงิน ส่งเข้าครัว รู้ว่าของในสต๊อกเหลือเท่าไหร่ ดึงลูกค้ากลับมา สรุปตัวเลขให้ดู และทำทั้งหมดนี้ซ้ำได้ที่สาขาที่สอง แต่ร้านใหม่ไม่จำเป็นต้องเปิดครบทั้งเจ็ด ตั้งแต่เดือนแรก เริ่มจากการคิดเงินกับการรับชำระ แล้วค่อยจัดการทางเดินออร์เดอร์ เข้าครัวตอนที่ใบสั่งเริ่มหาย เพิ่มช่องทางสั่งอาหารตอนที่หน้าร้านแน่นจริง และเพิ่มระบบสต๊อกระดับวัตถุดิบตอนที่ค่าวัตถุดิบใหญ่พอจะบริหาร ที่ยอดขาย ฿600,000 ต่อเดือน ต้นทุนอาหารหนึ่งเปอร์เซ็นต์คือเงิน ฿6,000

Pim Tangkijngamwong
Pim Tangkijngamwong
Head of Operator Success·2026-09-07·9 นาที
โปรแกรมร้านอาหาร ต้องมีอะไรบ้าง และเริ่มจากอะไรก่อน

โปรแกรมร้านอาหารคือซอฟต์แวร์ที่ดูแลทุกอย่างในร้านยกเว้นการทำอาหาร คือออร์เดอร์ เงิน คิวครัว สต๊อก ลูกค้า และตัวเลขที่คุณเปิดดูเช้าวันจันทร์ คำนี้กินความกว้างมาก จึงเป็นเหตุผลที่ใบเสนอราคาในไทยมีตั้งแต่ฟรีไปจนถึง ฿8,000 ต่อเดือนต่อสาขา บทความนี้แยกหมวดนี้ออกเป็นเจ็ดงานที่ระบบต้องทำได้จริง บอกว่าแต่ละงานคุ้มกับร้านขนาดไหน และให้ลำดับการเปิดใช้ที่ไม่ทำให้โครงการค้างกลางทาง ทุกตัวเลขคิดเป็นเงินบาท

จังหวะเวลาเป็นส่วนหนึ่งของเหตุผล วิจัยกรุงศรีประเมินว่ารายได้ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มจะโตเฉลี่ย 2.9 ถึง 3.9 เปอร์เซ็นต์ต่อปีในช่วงปี 2026 ถึง 2028 และปี 2025 มีนิติบุคคลร้านอาหารเลิกกิจการ 946 ราย เพิ่มขึ้น 9.9 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ตลาดโตช้าไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เรื่องที่ทำให้ร้านปิดคือการไม่รู้ว่าเมนูไหน กะไหน หรือสาขาไหนที่ขาดทุนอยู่

โปรแกรมร้านอาหารต้องทำอะไรได้บ้าง เจ็ดงานที่ต้องครบ

ถอดยี่ห้อออกจากทุกเจ้าในตลาด แล้วคุณจะเหลือรายการเดียวกันนี้

  1. รับออร์เดอร์ ทั้งที่เคาน์เตอร์ ที่โต๊ะ ผ่าน QR จากแอปเดลิเวอรี และทางโทรศัพท์ โดยทุกทางต้องมาลงคิวเดียวกัน
  2. รับเงิน บัตร พร้อมเพย์ วอลเล็ต เงินสด แยกบิล และออกใบกำกับภาษีเต็มรูปตอนโต๊ะบริษัทขอ
  3. ส่งเข้าครัว รายการที่ถูกต้องไปยังสถานีที่ถูกต้อง เรียงลำดับถูก และตัวเลือกย่อยไม่หาย
  4. รู้ว่ามีของเท่าไหร่ สต๊อกวัตถุดิบ สูตรอาหาร ของเสีย ของที่รับเข้า และของที่ต้องสั่งเพิ่ม
  5. ดึงลูกค้ากลับมา รู้ว่าใครเป็นลูกค้าประจำ สั่งอะไร และมีเหตุผลอะไรให้กลับมาในวันอังคารที่ร้านเงียบ
  6. สรุปตัวเลขให้ดู ยอดขายรายชั่วโมง รายเมนู รายพนักงาน เทียบกับต้นทุน
  7. ทำทั้งหมดนี้ซ้ำที่สาขาที่สอง เมนูกลางหนึ่งชุด ตั้งราคาแยกต่อสาขา และรายงานรวมหน้าเดียว

ระบบขายหน้าร้านทั่วไปทำสองข้อแรก ส่วนสิ่งที่ขายกันในชื่อโปรแกรมบริหารร้านอาหารคือคำสัญญาว่าอีกห้าข้อที่เหลือมาในกล่องเดียวกันกี่ข้อ และเชื่อมข้อมูลกันดีแค่ไหนเมื่อมาแล้ว

ระบบจัดการร้านอาหาร ต่างจากเครื่องคิดเงินตรงไหน

เส้นแบ่งไม่ได้อยู่ที่จำนวนฟีเจอร์ แต่อยู่ที่ข้อมูลเชื่อมกันหรือไม่ เครื่องคิดเงินบันทึกว่าขายแกงเขียวหวานไป ฿180 ส่วนระบบจัดการร้านอาหารบันทึกว่าบิลเดียวกันนั้นตัดไก่ 320 กรัมกับกะทิ 80 มิลลิลิตรออกจากสต๊อก สะสมแต้มให้ลูกค้า ปิดโต๊ะ 12 และขยับกำไรขั้นต้นของวันไปแล้วเรียบร้อย

ความต่างข้อนี้ไม่มีค่าอะไรเลยกับร้านที่มีเคาน์เตอร์เดียวและพนักงานคนเดียว เราจึงบอกร้านกลุ่มนั้นตรง ๆ ว่าใช้โปรแกรมฟรีต่อไปดีกว่า มันเริ่มคุ้มตอนที่ชิ้นส่วนที่ขยับเยอะเกินกว่าที่คนคนเดียวจะจำไว้ในหัวได้ คู่มือเลือกระบบ POS ของเราลงรายละเอียดคำถามที่ควรถามผู้ขาย สรุปสั้นคือให้ถามว่าเจ็ดงานข้างต้นอยู่ในแพ็กที่เสนอมากี่ข้อ และข้อไหนเป็นโมดูลที่คิดเงินเพิ่ม ใบเสนอราคาสองใบที่ดูต่างกัน ฿1,000 มักต่างกันจริง ฿4,000 หลังบวกโมดูล

ลำดับการเปิดใช้ที่ไม่ทำให้ค้างกลางทาง

โครงการล่มเพราะทำทุกอย่างในสัปดาห์เดียว ไม่ใช่เพราะทำน้อยเกินไป

สัปดาห์แรก คิดเงิน รับชำระ เมนู ถ้าการขายไม่ถูกบันทึกให้ถูกต้อง ทุกอย่างที่ต่อจากนั้นเชื่อไม่ได้เลย จัดโครงสร้างเมนูกับตัวเลือกย่อยให้นิ่งตอนนี้ เพราะสูตรอาหาร ราคาต่อช่องทาง และรายงานสร้างทับอยู่บนโครงนี้ทั้งหมด

สัปดาห์ที่สองถึงสี่ ทางเดินออร์เดอร์เข้าครัว เมื่อการคิดเงินนิ่งแล้ว ค่อยแก้เรื่องใบสั่งเดินเข้าครัวอย่างไร

เดือนที่สอง ช่องทางสั่งอาหาร เพิ่มระบบสั่งอาหารผ่าน QR และเดลิเวอรีตอนที่หน้าร้านแน่นจนคิวเริ่มทำให้เสียลูกค้า ไม่ใช่ก่อนหน้านั้น คู่มือตั้งระบบหลายช่องทาง มีขั้นตอนครบ

เดือนที่สามถึงหก สต๊อกระดับวัตถุดิบ เพิ่ม Papaya Stock ตอนที่ค่าวัตถุดิบใหญ่พอจะบริหาร สูตรอาหารต้องมีเมนูที่นิ่งก่อน งานนี้จึงมาก่อนไม่ได้จริง ๆ

เดือนที่หกขึ้นไป ระบบสมาชิก แล้วค่อยรายงานรวม ระบบสมาชิก ทำงานได้ตอนที่มีประวัติการขายมากพอจะรู้ว่าใครคือลูกค้าประจำจริง ส่วนรายงานรวมหลายสาขาจะสำคัญในวันที่สาขาที่สองเปิด

การส่งออร์เดอร์เข้าครัวคือจุดที่คืนทุนเร็วที่สุด

ข้อนี้ไม่หวือหวาที่สุดในรายการ แต่เป็นข้อที่เจ้าของร้านขอบคุณตัวเองทีหลัง เพราะตอนหน้าร้านแน่น ออร์เดอร์ไม่ได้หายในเครื่องคิดเงิน มันหายระหว่างเครื่องคิดเงินกับหน้าครัว

มีสองทางเลือก จอครัวหรือ KDS ขึ้นใบสั่งบนหน้าจอที่แต่ละสถานี มีตัวจับเวลาและปุ่มเคลียร์ ใบสั่งจึงไม่หายไปโดยไม่มีใครกด อีกทางคือเครื่องพิมพ์ที่แต่ละสถานี ซึ่งถูกกว่ามาก ถ้าร้านมีสถานีร้อนหนึ่งกับสถานีเย็นหนึ่ง เครื่องพิมพ์ก็พอ และใครบอกว่าร้านขนาดนี้ต้องมีจอครัวคือเขากำลังขายฮาร์ดแวร์

สิ่งที่สำคัญกับทั้งสองขนาดคือการแยกทางเดินออร์เดอร์กับการจัดคอร์ส การแยกทางเดินคือเครื่องดื่มไปบาร์ ของย่างไปเตา ของหวานไปครัวขนม จากบิลเดียวโดยอัตโนมัติ การจัดคอร์สคือถือจานหลักไว้จนกว่าของว่างจะเก็บ โต๊ะหกคนจึงไม่กินกันสามรอบ Papaya POS ทำได้ทั้งสองอย่าง มีปุ่มพักและปล่อยบนใบสั่ง และมีจอครัวในแพ็กที่รวมมาให้ ลองทดสอบด้วยเคสที่หนักที่สุดของร้าน คือโต๊ะแปดคน สามคอร์ส ตัวเลือกย่อยสองอย่าง และหมายเหตุแพ้อาหารหนึ่งข้อ

เงินรั่วตรงรอยต่อระหว่างระบบที่ไม่คุยกัน

ชุดที่พบบ่อยในกรุงเทพคือ POS ที่เคาน์เตอร์ แท็บเล็ตเดลิเวอรีวางข้างกัน เครื่องรูดบัตรจากธนาคาร และไฟล์สต๊อกในโน้ตบุ๊กของใครคนหนึ่ง แต่ละชิ้นดีอยู่แล้วในตัวเอง ต้นทุนอยู่ที่รอยต่อ

สมมติมีออร์เดอร์เดลิเวอรี 25 บิลต่อคืนที่ต้องคีย์เข้า POS ด้วยมือ บิลละ 45 วินาที คือประมาณ 19 นาทีต่อคืน หรือราวสิบชั่วโมงต่อเดือน ถ้าคิดที่ค่าแรงขั้นต่ำกรุงเทพวันละ ฿400 ค่าแรงส่วนนี้ประมาณ ฿500 ต่อเดือน ซึ่งไม่ใช่ปัญหาจริง ปัญหาคือ 19 นาทีนั้นอยู่ในช่วงที่คนแน่นที่สุด และออร์เดอร์ที่คีย์ผิดตอนสองทุ่มคือการทำใหม่หนึ่งจาน คืนเงินหนึ่งครั้ง และรีวิวหนึ่งดาว

คำว่าเชื่อมต่อควรฟังด้วยความระวัง รวมถึงเวลาที่เราพูดเองด้วย บน Papaya นั้น Grab เชื่อมสองทางและออร์เดอร์ลงคิวเดียวกัน Deliverect เป็นตัวกลางที่ฟรอนต์แอปรวมหลายเจ้าผ่านการเชื่อมครั้งเดียว และ Lalamove ใช้จัดส่งด้วยคนขับของร้านเอง ส่วน LINE MAN, foodpanda และ ShopeeFood วันนี้ยังไม่ใช่การซิงก์ออร์เดอร์แบบเนทีฟ พนักงานกดขายออร์เดอร์เหล่านั้นด้วยประเภทการรับเงินของแต่ละเจ้า ยอดปิดวันจึงกระทบยอดได้บนหน้าจอเดียว ซึ่งมีประโยชน์จริงแต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ API ให้ถามผู้ขายทุกรายว่าแอปไหนดันออร์เดอร์เข้ามาเอง และแอปไหนที่คนยังต้องคีย์ คำตอบนี้เปลี่ยนการคิดเรื่องกำลังคนมากกว่าตารางเทียบฟีเจอร์ใด ๆ

ราคาเท่าไหร่ และเลขสองตัวที่ตัดสินใจแทนคุณ

Papaya คิดค่าบริการต่อสาขา ไม่ใช่ต่อฟีเจอร์ แพ็ก POS อยู่ที่ ฿1,490 สำหรับ Starter ฿2,490 สำหรับ Pro และ ฿5,000 สำหรับ Pro Copilot ต่อเดือน แพ็ก POS พร้อมระบบสต๊อกอยู่ที่ ฿1,490 ฿3,990 และ ฿8,000 ทดลองใช้ฟรี 30 วัน ไม่มีค่าติดตั้ง และแพ็ก Starter กับ Pro ในไทยแถมเครื่อง EDC กับเครื่องพิมพ์ ซึ่งเปลี่ยนยอดค่าฮาร์ดแวร์มากกว่าที่ใบเสนอราคาส่วนใหญ่ยอมบอก ตัวเลขล่าสุดดูได้ที่หน้าแพ็กเกจ

ทีนี้คิดเลขสองตัวที่ตัดสินใจแทนคุณ ตัวแรกคือค่ารายเดือนเทียบกำไรขั้นต้น ถ้าบิลเฉลี่ย ฿350 และกำไรขั้นต้น 65 เปอร์เซ็นต์ แต่ละบิลเหลือประมาณ ฿227 ค่ารายเดือน ฿2,490 จึงเท่ากับขายเพิ่ม 11 บิลต่อเดือน หรือประมาณโต๊ะเพิ่มหนึ่งโต๊ะทุกสามวัน ตัวที่สองคือแพ็กสต๊อกเทียบต้นทุนอาหาร ที่ยอดขาย ฿600,000 ต่อเดือน ต้นทุนอาหารหนึ่งเปอร์เซ็นต์คือ ฿6,000 ต่อเดือน การขยับจาก ฿2,490 ไป ฿3,990 จึงคุ้มทันทีถ้าการตัดสต๊อกระดับวัตถุดิบช่วยลดต้นทุนอาหารได้แค่หนึ่งในสี่ของหนึ่งเปอร์เซ็นต์ คู่มือลดต้นทุนอาหาร ของเราบอกว่าต้องทำอะไรจริง ๆ และเครื่องคำนวณจุดคุ้มทุน คิดเวอร์ชันจำนวนลูกค้าต่อวันให้ในหนึ่งนาที

ถ้าเลขสองตัวนี้ยังไม่ผ่านแบบสบาย ๆ คำตอบตรงไปตรงมาคือร้านคุณยังเร็วเกินไป กลับมาตอนเจอคอขวดถัดไปก็ได้

ร้านแบบไหนที่เรายังไม่ใช่คำตอบ

สามกรณีที่เราไม่เหมาะ พูดกันตรง ๆ

ร้านเคาน์เตอร์เดียว หนึ่งจุดขาย พนักงานคนเดียว ไม่มีบริการที่โต๊ะ ไม่มีสาขาที่สอง โปรแกรม POS ฟรีคือเครื่องมือที่ถูกต้อง และคู่มือ POS ฟรี ของเราอธิบายว่าของฟรีหยุดฟรีตรงจุดไหน

ร้านที่ลูกค้ามาด้วยการจอง ระบบจองของ Papaya ยังไม่เปิดใช้ ถ้ายอดของคุณมาจากการจองเป็นหลัก ให้ใช้เครื่องมือจองเดิมไปก่อนแล้วค่อยเชื่อมทีหลัง

ร้านที่ต้องการมาร์เกตเพลสแอปเสริมขนาดใหญ่ Toast, Square และ Lightspeed อยู่ในตลาดนานกว่า เป็นที่รู้จักกว่า และมีระบบนิเวศแอปของบุคคลที่สามลึกกว่า นั่นเป็นข้อดีจริงและควรเอามาชั่งน้ำหนัก Papaya เหมาะกว่าเมื่อคุณต้องการให้ลูกค้าสั่งเองผ่าน QR มีบริการที่โต๊ะ คุมต้นทุนถึงระดับวัตถุดิบ และดูหลายสาขาได้ในแพลตฟอร์มเดียวที่คิดราคาต่อสาขา

หกข้อที่ควรลองด้วยตัวเองในช่วงทดลองใช้ฟรี

ลองเองกับเมนูของร้านคุณในช่วงทดลอง 30 วัน ดีกว่านั่งดูผู้ขายกดให้ดู

  1. กดขายเมนูขายดีห้าตัวพร้อมตัวเลือกย่อยจริง แล้วจับเวลา
  2. ยิงโต๊ะแปดคนสามคอร์ส แล้วดูว่าจานหลักถูกพักไว้จนคุณกดปล่อยจริงไหม
  3. แยกบิลเดียวออกเป็นสามส่วน จ่ายบัตรหนึ่งส่วน พร้อมเพย์สองส่วน
  4. ถอดเน็ตออกสิบนาที ขายต่อ แล้วเช็กว่าข้อมูลซิงก์กลับครบไหม
  5. ใส่สูตรอาหารหนึ่งเมนูเป็นกรัม ขายห้าครั้ง แล้วดูว่าสต๊อกขยับเองโดยไม่มีใครแตะไฟล์
  6. เปิดตัวเลขวันเดียวกันของสองสาขาเทียบกัน แม้วันนี้คุณจะมีสาขาเดียว

ถ้าผ่านทั้งหกข้ออย่างสะอาด ระบบจะรับการโตของร้านได้ ถ้ามีสองข้อที่ต้องหาทางเลี่ยง ทางเลี่ยงนั้นจะกลายเป็นงานประจำทุกค่ำของพนักงานคุณไปอีกสามปี

คำถามที่พบบ่อย

โปรแกรมร้านอาหารคืออะไร ต่างจากเครื่องคิดเงินยังไง

โปรแกรมร้านอาหารคือซอฟต์แวร์ที่ดูแลทุกอย่างในร้านยกเว้นการทำอาหาร ตั้งแต่ รับออร์เดอร์ที่เคาน์เตอร์ ที่โต๊ะ ผ่าน QR และจากแอปเดลิเวอรี รับชำระเงิน ส่งใบสั่งเข้าครัว ตัดสต๊อกวัตถุดิบ เก็บประวัติลูกค้าประจำ ออกรายงาน และทำ ทั้งหมดนี้ได้ที่ทุกสาขา ส่วนเครื่องคิดเงินทำสองงานแรกเป็นหลัก ความต่างที่ สำคัญคือข้อมูลเชื่อมกันหรือไม่ การขายหนึ่งบิลควรตัดสต๊อก สะสมแต้ม ปิดโต๊ะ และขยับกำไรขั้นต้นของวันไปพร้อมกันเอง

ร้านเปิดใหม่ควรเปิดใช้ฟีเจอร์ตามลำดับไหน

สัปดาห์แรกเอาการคิดเงิน การรับชำระ และโครงสร้างเมนูให้นิ่งก่อน เพราะทุกอย่าง ที่เหลือสร้างต่อจากข้อมูลตรงนี้ ต่อมาคือทางเดินออร์เดอร์เข้าครัว แล้วจึงเพิ่ม ช่องทาง QR กับเดลิเวอรีตอนที่หน้าร้านแน่นพอ หลังจากนั้นคือสต๊อกระดับวัตถุดิบ ตามด้วยระบบสมาชิก และรายงานรวมหลายสาขาในวันที่เปิดสาขาที่สอง การเปิดครบทุก อย่างในสัปดาห์เดียวคือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้การเริ่มใช้ระบบค้างกลางทาง

ราคาโปรแกรมร้านอาหารในไทยประมาณเท่าไหร่

Papaya คิดค่าบริการต่อสาขา แพ็ก POS อยู่ที่ ฿1,490 สำหรับ Starter ฿2,490 สำหรับ Pro และ ฿5,000 สำหรับ Pro Copilot ต่อเดือน ส่วนแพ็ก POS พร้อมระบบ สต๊อกอยู่ที่ ฿1,490 ฿3,990 และ ฿8,000 ทดลองใช้ฟรี 30 วัน ไม่มีค่าติดตั้ง และแพ็ก Starter กับ Pro ในไทยแถมเครื่อง EDC และเครื่องพิมพ์ให้ เวลาเทียบ ราคาให้เทียบยอดรวมทั้งก้อน คือค่ารายเดือน ค่าธรรมเนียมรับชำระ ค่าฮาร์ดแวร์ และโมดูลที่คิดเงินแยก

ร้านเล็กร้านเดียวจำเป็นต้องใช้ไหม

ส่วนใหญ่ยังไม่จำเป็น ถ้ามีเคาน์เตอร์เดียว พนักงานคนเดียวต่อกะ ไม่มีบริการ ที่โต๊ะ และไม่มีสาขาที่สอง โปรแกรม POS ฟรีคือคำตอบที่ถูกต้อง และเราเลือกจะ บอกตรง ๆ สัญญาณที่บอกว่าโตเกินของฟรีแล้วมีไม่กี่ข้อ คือมีเครื่องพิมพ์ตัวที่ สอง มีบริการที่โต๊ะ มีไฟล์สต๊อกวางอยู่ข้างเครื่องคิดเงิน หรือกำลังเปิดสาขา ที่สอง ก่อนหน้านั้นเหตุผลเรื่องความคุ้มค่ายังไม่เข้าเป้า

ระบบขายหน้าร้านที่ใช้อยู่ ย้ายมาโปรแกรมใหม่ยากไหม

งานหนักไม่ได้อยู่ที่การย้ายระบบ แต่อยู่ที่การจัดโครงสร้างเมนูและตัวเลือกย่อย ให้ถูกตั้งแต่ต้น ถ้าเมนูนิ่งแล้ว ที่เหลือคือการตั้งค่าอุปกรณ์กับการสอนพนักงาน หนึ่งกะ วิธีที่ปลอดภัยคือใช้ช่วงทดลองฟรี 30 วันรันขนานกับระบบเดิมหนึ่งสัปดาห์ โดยเริ่มจากช่วงเวลาที่ร้านไม่แน่น แล้วเทียบยอดปิดวันของสองระบบให้ตรงกันก่อน จะย้ายทั้งร้าน

ซื้อเพื่อแก้ปัญหาถัดไป ไม่ใช่ซื้อทั้งแผนที่

วันเดโมผู้ขายจะโชว์ทั้งเจ็ดงานพร้อมกัน เพราะแบบนั้นราคาจะดูสมเหตุสมผล แต่ร้าน ของคุณไม่ได้เจอทั้งเจ็ดงานพร้อมกัน มันมาทีละคอขวด คิวที่เคาน์เตอร์ก่อน แล้วใบ สั่งที่หายไประหว่างทางเข้าครัว แล้วออร์เดอร์เดลิเวอรีที่ต้องคีย์ซ้ำ แล้วต้นทุน อาหารที่ไม่มีใครอธิบายได้ แล้วสาขาที่สองที่คุณมองจากบ้านไม่เห็น เลือกซื้อตามคอขวดที่มีอยู่ในไตรมาสนี้ แล้วเช็กว่าระบบรับคอขวดถัดไปได้โดยไม่ต้อง ย้ายระบบใหม่ทั้งหมด เท่านั้นคือการตัดสินใจทั้งหมด แพลตฟอร์มที่ครบทั้งเจ็ดงานคุ้ม ค่าเมื่อการขายหนึ่งบิลอัปเดตสต๊อก ประวัติลูกค้า และรายงานให้เองโดยไม่มีใครต้อง คีย์ซ้ำ และไม่คุ้มเลยถ้าสุดท้ายคุณยังต้องกลับไปเปิดไฟล์เดิมอยู่ดี

เครื่องมือฟรี

Break-even calculator

Find the covers per day you need to break even.

ลองใช้ฟรี
คู่มือที่เกี่ยวข้อง

อ่านเพิ่มเรื่อง เริ่มต้นใช้งาน

ตั้งค่า Papaya และทำให้ร้านของคุณเดินระบบได้ — สิ่งจำเป็นเรียงตามลำดับ

ทำกับ Papaya

รันทั้งเพลย์บุ๊กในที่เดียว

Papaya คิดต้นทุนสูตรอาหาร นับสต๊อก และจัดอันดับตัวเลขให้ ทำให้จุดที่ต้องแก้ชัดเจนก่อนปิดเดือน

ดูราคา